วิธีการโจมตีของแฮกเกอร์มีอะไรบ้าง
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้จากทุก ๆ
สถานที่เพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง แม้จะได้รับความสะดวกสบายแต่ก็ต้องเสี่ยงกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญออก
ไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจไม่รุ้ตัว
วันนี้ผมมีตัวอย่างการโจมตีเครื่องของคุณผ่านระบบเครือข่ายแบบต่าง ๆ และการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
- Packet Sniffers
คือการที่แฮกเกอร์ใช้กับดักจับแพ็กเก็ตที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายเพื่อดักข้อมูลสำคัญ
เช่นพาสส์เวิร์ค รหัสบัตรเครดิตเป็นต้น การหลีกเลี่ยงการโดนดักข้อมูลทำได้หลายวิธี
เช่นเพิ่ม Authentication ให้มากขึ้นใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์
และซอฟท์แวร์ช่วยป้องกันใช้เข้ารหัส (Cryptography)
- IP Spoofing
เป็นวิธีการที่แฮกเกอร์จะปลอมตัวเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งานปกติแล้วตั้งเครือข่ายเพื่อเป็นฐานในการโจมตีแบบอื่น ๆ ต่อไป
วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องกำหนด Access Control ให้รัดกุมขึ้นก็จะช่วยได้
- Denial-of-Service (Dos)
ถือได้ว่าเป็นการโจมตีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากความง่ายในการโจมตี ความเสียหายที่รุนแรง
มีหลายวิธีมากเช่น Ping of Death , TCP SYN Flood ,
TFN,Trinoo,Trinoo,Trinty ,Stacheldraht
ซึ่งลักษณะการโจมตีแบบ Dos นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะเจอะระบบเพื่อขโมยข้อมุล แต่มุ่งหวังจะทำให้บริการใด ๆ
ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียกใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์นั้นให้หมดไป
ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราสามารถลดโอกาสการโจมตีแบบนี้ได้ด้วยการตั้งค่าไฟร์วอลล์
- Brute-Force Attack เป็นวิธีที่แฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ทำการสุ่มหาพาสส์เวิร์ดของผู้ใช้ และเข้าไปสร้าง
Back Door เอาไว้เพื่อเจอะระบบในครั้งต่อไป วิธีการป้องกันทำได้โดยการตั้ง พาสส์เวิร์ดให้ยากต่อการคาดเดา
และหมั่นเปลี่ยน พาสส์เวิร์ด บ่อย ๆ
- การโจมตีแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการโจมตีในระดับแอพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการหาช่องโหว่ของ แอพลิเคชั่นนั้น ๆ
เพื่อเข้าโจมตีระบบ วิธีแก้ไขคือหมั่นติดตั้ง Patch ให้กับแอพลิเคชั่นอย่างสม่ำเสมอ
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนหากต้องการความปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันอย่างต่อเนื่อง
และหลีกเลี่ยงความเสียหายอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็ย่อมสบายใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว แปลง MP3
เป็น .WAV ระดับเสียงคุณภาพทำไง ไฟล์ MP3 จะใช้การอีดบีบข้อมูลที่เรียกว่า MPEG
ซึ่งเป็นทคนิคการบีบอัดแบบชนิดสูญเสียข้อมูล (Lossy compression)
นั่นหมายความว่าในขั้นตอนจะต้องมีข้อมูลบางส่วนที่หายไป เพื่อทำให้ขนาดไฟล์เล็กลงได้ เมื่อฟอร์แมต MPEG
มีการลดทอนข้อมูลบางส่วน ดังนั้นคุณภาพเสียงที่ได้จาก MP3 จึงไม่สมบูรณ์ 100%
ไปด้วยนั่นเอง ซึ่งการสูญเสียข้อมูลในลักษณะถาวรเช่นนี้ ทำให้คุณไม่สามารถแปลงไฟล์ MP3 กลับไปเป็น .wav
ที่มีระดับคุณภาพเสียงที่ดีกว่าเดิมได้ กรณีที่คุณต้องการแปลงจากแผ่นซีดี เพื่อโหลดเข้าไปในเครื่องเล่น MP3
โดยต้องการคุณภาพเสียงที่สูงมาก ๆ หรือเสียงดี ๆ และเผื่อไว้แปลงกลับเป็น .wav ที่มีคุณภาพ เคยอ่านพบในเน็ตว่า
ให้แปลงที่อัตราการอัดบีบ 192 Kbps คุณภาพเสียงที่ได้จะใกล้เคียงซีดีมากที่สุด แต่ต้องยอมรับขนาดไฟล์ที่ใหญ่ด้วยครับ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น